good story for you‏ ^^

posted on 30 Apr 2008 14:27 by plaiifahhlaw

                                                  เรื่องนี้มีชื่อว่า ...ช่วยให้ผีเสื้อบิน

                                     ฟังเเล้ว ก็เป้นเรื่องที่ดี ที่เราสามารถช่วยผีเสื้อบินเเล้ว

                                   เเต่ไม่เลยคะ.... เเฝงข้อคิดไว้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

                 ทำใก้เก็บมาคิดว่า เอออ.... จริงน่ะเนี่ย    นำมาเป็นข้อคิดได้ดีมากมายเลยคะ  ....

มีว่า .....

ในระหว่างทานข้าวกลางวัน วนิดาซึ่งเป็นซีอีโอ ถามกิตติ ผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งที่รายงานตรงต่อเธอว่า
"กิตติ พี่สังเกตุว่าคุณไม่เคย ปิดมือถือเลย แม้กระทั่งเวลาประชุม แล้วพี่ก็เห็นคุณขอตัวออกไปจากที่ประชุมกลาง คันเพื่อรับโทรศัพท์ พี่อยากรู้ว่าเป็นโทรศัพท์ของใครหรือ ทำไมมันสำคัญขนาดรอจน จบประชุมไม่ได้นะ พี่เห็นเป็นประจำเลยคะ"

กิตติมีท่าทีอึดอัด เขาตอบว่า " ไม่มีอะไรหรอกครับ เรื่องส่วน ตัวนะครับ ผมขอโทษ "
วนิดายิ้มแบบผู้ใหญ่ใจดี เธอเงียบไปสักครู่จึงพูดต่อ "กิตติ เราสองคนทำงานด้วยกันมาพอสมควร คิดว่าพี่เป็นพี่สาวของคุณก็ละกัน เพราะพี่อายุ มากกว่าคุณสองสามปี มีอะไรก็เล่าสู่กันฟังซิคะ เผื่อว่าพี่อาจจะแนะนำอะไรให้ได้ บ้าง" วนิดาเลือกใช้แนวทางพี่น้อง แทนที่เธอจะตำหนิเขาโดนตรงในเรื่องพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสมในที่ประชุม แบบเจ้านายกับลูกน้อง

วิธีนี้ได้ผล กิตติสารภาพออกมาแบบกระอักกระอ่วน "
ก็...คือ ว่า...พี่อย่าโกรธผมนะครับ มันเป็นโทรศัพท์มาจากลูกสาวผมเอง เธอเพิ่งไปเรียน ไฮสคูลที่ออสเตรเลียเมื่อไม่กี่เดือน โรงเรียนที่ลูกสาวผมเรียนนี้ค่อนข้างจะ เข้มงวด แถมมีการบ้านจมเลย ตอนลูกสาวผมเรียนที่นี่ผมช่วยติวและทำการบ้านร่วมกับ เธอบ่อยๆ ลูกคนเดียว เธอคือดวงใจของผมเลยครับ
ผมบอกเธอว่าไปอยู่นั่นติดขัดเรื่องการบ้านละก็ โทรมาหาผมได้ ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ผมจะคอยช่วยเหลือเธอ ผมไม่ต้องการเห็นเธอล้มเหลว ตอนค่ำเมื่อกลับบ้าน ผมก็แทบจะไม่ได้พักผ่อน
แต่จะไปช่วยเธอทำการบ้านแล้วก็ แฟ๊กซ์ส่งไป เรื่องคณิตศาสตร์บ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง ผมอยากให้เธอประสบความ สำเร็จ
ผมต้องขอโทษที่บริหารเวลาไม่ค่อยได้เรื่อง" กิตติจบเรื่องลง ด้วยท่าทีละอายใจ

วนิดาแสดงความเห็นใจ "เรื่องของคุณมันฟังแล้วคุ้นๆมากเลย พี่พอจะจินตนาการออกถึงตวามลำบากใจของเธอ พี่เองก็มีลูกสาวเรียนปริญญาโทอยู่ที่ อเมริกา พี่ เคยทำแบบคุณเหมือนกัน เพราะลูกสาวพี่จบตรีแล้วไปต่อโทเลย จึงไม่มี ประสบการณ์ในการทำงาน ดังนั้นพอทำกรณีศึกษาก็มักจะไม่ทันเพื่อนเขา หรือไม่เข้า ใจ แถมยังไม่กล้าถามอาจารย์อีก พี่เลยต้องช่วยทำเคส แล้วก็อีเมล์ไปให้ เธอ
แต่ว่าตอนนี้ พี่ หยุดช่วยเธอแบบนั้นแล้ว ละ คะ "
กิตติถามด้วยความประหลาดใจ "ทำไมละครับ พี่ไม่รักเธอแล้วหรือ หรือว่าพี่เห็นว่างานมีความสำคัญกว่าครอบครัวละครับ "
วนิดาตอบ พร้อมกับยิ้ม อย่างอารมณ์ดีว่า "
พี่ยังรักลูก และเห็นคุณค่าของครอบครัวและงานเหมือนเดิม พี่ โชคดีที่มีเพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่ง เขาสังเกตุเห็นวิธีที่พี่ช่วยลูกสาว แล้ว วันหนึ่งเขาก็ให้หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Power of Failure โดย Charles C. Manz และมีการแปลเป็นไทยในชื่อ วิกฤติคือโอกาส โดยพสุมดี กุลมา เรียบเรียงโดย นราทิป นัยนา เพื่อนอเมริกัน เขาคั่นเรื่องๆ หนึ่งให้พี่อ่านโดยเฉพาะเลย พี่จะเล่าให้เธอฟัง

มีชายคนหนึ่งนั่งมองผีเสื้อที่กำลังดิ้นรนจะออกจากรังไหม เจ้าผีเสื้อดิ้นรนไปซักพักจนกระทั่งใยรังไหมเริ่มขาดเป็นรูเล็กๆ ชายคนนั้นมอง ด้วยความสนใจ เจ้าผีเสื้อดูเหมือนจะหยุดไป ที่จริงผีเสื้อมันพักเพื่อที่จะ ดิ้นรนต่อไป แต่ว่าชายคนนั้นคิดไปเองว่าผีเสื้อคงติดใยรังไหมไม่สามารถจะออกมา ได้ด้วยตนเอง ด้วย ความหวังดี เขาจึงนำกรรไกรขนาดเล็กมาตัดใยรังไหมนั้น ทำให้รู มันขยายใหญ่ขึ้น

เจ้าผีเสื้อเห็นรูขยายใหญ่ขึ้นมันก็คลานต้วมเตี้ยมออกมา แต่ เขาสังเกตุว่าตัวมันมีขนาดเล็กกว่าปกติ ปีกเหี่ยวย่น แถมลำตัวของเจ้าผีเสื้อก็ มีลักษณะบวมผิดปกติ

กลายเป็นว่าในขณะที่ผีเสื้อต้องดิ้นรนออกแรงตะเกียกตะกายเพื่อพยายามจะดันตัวมันออกจากรังไหมนั้นเป็นกระบวนการธรรมชาติ ที่จะกระตุ้นให้ ของเหลวชนิดหนึ่งที่อยู่ในลำตัวผีเสื้อ เคลื่อนที่มาสู่ปีก เพื่อทำให้ปีกแข็ง แรงเพียงพอจะบินได้ ด้วย ความปรารถนาดี ของชายคนนั้น ผีเสื้อตัวนี้ปีกจึงไม่ เหี่ยวย่น ไมแข็งแรงเพียงพอจะบินได้ แถมยังมีรูปร่างพิกลพิการ เพราะของเหลวที่ ควรจะอยู่ที่ปีกดันไปติดคั่งค้างอยู่ที่ลำตัว เจ้าผีเสื้อตัวนี้ออกจากใยมาได้ ด้วยความสบาย แต่ต้องพิกลพิการ และบินไม่ได้ไปชั่วชีวิตของมัน

อุปสรรคและความล้มเหลวในชีวิตของคนก็คล้ายๆกันกับสิ่งที่เจ้า ผีเสื้อเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ ความก้าวหน้าในชีวิต การพัฒนาทักษะ ความ กล้าหาญ ความมุ่งมั่น ล้วนแล้วแต่น่าสงสารและน่าเห็นใจ แต่จะได้คุณค่ามา ก็ด้วย การล้มเหลวอย่างถูกวิธี เราจะคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จ ในชีวิตโดยไม่มีความล้มเหลวนั้นเป็นไปไม่ได้ เมื่อเราเผชิญอุปสรรค แล้วเราหลีก เลี่ยงที่จะแก้ไขหรือต่อสู้กับมัน เท่ากับว่าเรากำลังเสียโอกาสสำคัญในการเรียน รู้บทเรียนที่จำเป็นอย่างยิ่ง ต่อความสำเร็จในชีวิตของ คน

กิตติฟังด้วยความสนใจ " โอ้โฮ เรื่องนี้จุดประกายน่าดูครับ แต่ผมกลัวว่าลูกผมจะเกลียดผมนะซีครับ"

วนิดาเสริมต่อ "มีคำพูดที่ว่า
'No pain No gain' ไม่เจ็บไม่ได้เรียนรู้ ที่จริงพวกเรานะผิด เองที่ป้อนลูกๆ เรามากไป สำหรับกรณีของพี่ พี่อธิบายให้ลูกเขาเข้าใจด้วย การเล่าเรื่องนี้แหละ หลังจากนั้นพี่ก็ขอโทษสำหรับการให้ ความช่วยเหลือลูกแบบผิดๆ ในอดีต ลูกๆของเราเขาฉลาดพอจะเข้าใจเรื่องราว เหล่านี้นะ
กิตติคุณลองมองไปรอบๆตัวเราซิ เรามีพนักงานที่มีความรู้ มา จากครอบครัวที่มีฐานะ หลายคน ที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พวกเขาไม่อดทนต่อปัญหาและ อุปสรรค คนที่ควรถูกตำหนิคือ พ่อแม่ของ เขา
คุณอยากถูกคนอื่นเขาต่อว่าแบบนี้ในอนาคต
ไหมละ แถมลูกๆของเรายังอ่อนแอไม่สามารถจะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคได้ คุณมีสิทธิ์ เลือกนะ"

จบไป.......

ในยามที่ท้อเเท้...^^

posted on 21 Jan 2008 09:40 by plaiifahhlaw

  

 

ภาระคงไม่ใช่เรื่องใหญ่  เมื่อเทียบกับปูเสฉวนตัวเล็กๆ

ที่ต้องทนแบกเปลือกหอยหนักกว่าตัวมันถึง 5 เท่า  ไว้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

เพชร  คือ  ถ่านไม้ที่ถูกกดดัน เป็นเวลานานหลายล้านปี

ถ้าไม่ถูกกดดันมันก็คงเป็นแค่ซากพืชธรรมดา

 

ไข่มุก  เป็นมะเร็งของหอยชนิดหนึ่ง  อันเกิดจากสิ่งแปลกปลอมเล็ดลอดเข้าไปในตัว

แต่มันก็ต่อสู้จนชนะ  และได้สิ่งที่มีค่ากลับมา

 

คนมองโลกแง่ดี  มักหัวเราะเพื่อลืมเรื่องเศร้า

คนมองโลกแง่ร้ายมักลืมหัวเราะ

 

คนมองโลกแง่ร้าย  คือ  ผู้ที่เห็นความยุ่งยากในทุกโอกาส

ขณะที่คนมองโลกแง่ดีจะเห็นโอกาสในทุกความยุ่งยาก 

 

เป็นมนุษย์^^หรือเป็นคน...

posted on 12 Jan 2008 11:02 by plaiifahhlaw

 

 

เป็นมนุษย์

เป็นได้

เพราะใจสูง

เหมือนหนึ่งยูง

มีดี

ที่แววขน

ถ้าใจต่ำ

เป็นได้

แต่เพียงคน

ย่อมเสียที

ที่ตน

ได้เกิดมา

 

 

 

     ใจสะอาด

ใจสว่าง

ใจสงบ

ถ้ามีครบ

ควรเรียก

มนุสสา

เพราะทำถูก

พูดถูก

ทุกเวลา

เปรมปรีดา

คืนวัน

สุขสันต์จริง

 

 

 

    ใจสกปรก

มืดมัว

และร้อนเร่า

ใครมีเข้า

ควรเรียก

ว่าผีสิง

เพราะพูดผิด

ทำผิด

จิตประวิง

แต่ในสิ่ง

นำตัว

กลั้วอบาย

 

 

 

    คิดดูเกิด

ถ้าใคร

ไม่อยากตก

จงรีบยก

ใจตน

รีบขวนขวาย

ให้ใจสูง

เสียได้

ก่อนตัวตาย

ก็สมหมาย

ที่เกิดมา

อย่าเชือนเอย

 

^^ วัคซีนป้องกันโรคอกหัก ^^

posted on 09 Jan 2008 17:00 by plaiifahhlaw

"วัคซีนป้องกันโรคอกหัก"



"โรคอกหัก" เป็นโรคที่ระบาดไปทั่วสังคมไทย โดยเฉพาะคนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นและหนุ่มสาวจะเป็นโรคนี้กันได้ง่าย อย่างในยุคอินเดอร์เน็ตนี้ บางคนอกหักแทบทุกวันเพราะมีอาการป่วยชนิดพิเศษที่เขาเรียกว่า"อกหักออนไลน์" เกิดจากการเล่น chat หรือ ICQ
โรคอกหักนี้เวลาเป็นขึ้นมาแล้ว จะมีอาการเจ็บกลัดหนองในหัวอกมากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่ความลึกของหลุมรักที่ตกลงไป คนที่อกหักส่วนใหญ่มักจะมีอาการซึมเศร้า บางคนก็เที่ยวหาคนปลอบใจรอบข้าง บางคนต้องเปิดเพลง PoP ฟังเพื่อบรรเทาอาการเจ็บ (บางทียิ่งเจ็บหนักเข้าไปอีก) ถ้ามีอาการหนักหน่อยก็อาจจะคิดทำร้ายตัวเอง หรือ หนักข้อยิ่งไปกว่านั้นบางคนถึงกับ"โดดตึก"ขอลาโลกนี้ไปเลยก็มี
"สำนักข่าวชาวพุทธ" จึงขอนำบทความพิเศษ เรื่อง "วิธีคิดป้องกันความพลาดหวังจากความรัก" หรือ "วัคซีนป้องกันโรคอกหัก" มานำเสนอแด่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่ออาจจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ขอเชิญติดตามได้เลยครับ



วัคซีนที่ได้ผลที่สุดในการป้องกันโรคอกหัก
คือ
"ต้องไม่ผลีผลามไปคิดรักใครอย่างเด็ดขาด"

"อกหัก" คืออะไร ถ้าตอบตามพจนานุกรมไทย คือ อาการของคนที่พลาดหวังในความรัก ที่จริงความรักแบบหนุ่มสาว หรือ แบบชีวิตคู่ นี้จะมีความทุกข์อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว อย่างที่ท่านเคยพูดไว้ว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นย่อมมีทุกข์" แต่ อาการอกหัก นี้จะเป็นความทุกข์ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย คือ เมื่อเราเกิดความรักขึ้นมาเมื่อใด แล้วไม่ได้รับการสนองตอบ ก็จะเกิดการทุกข์ใจขึ้นมาทันที เข้าหลักพุทธธรรมที่ว่า "มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นๆ ก็เป็นทุกข์ "
ยกตัวอย่างเช่น
คุณตุ่ยเหลือบไปเห็น นส.เจน เดินมา นส.เจน เธอมีหน้าตาสวยงามแบบฝรั่งเพราะเธอเป็นลูกครึ่ง คุณตุ่ยจึงเกิดอาการ"ปิ๊ง"ขึ้นมาในบัดดล แกจึงส่งยิ้มและแววตาแห่งมิตรภาพไปทักทาย นส.เจน เพื่อหวังผูกสัมพันธ์ ปรากฏว่า นส.เจนทำตาเขียว สะบัดหน้าพรืด เดินหันหนีไปอย่างไม่ใยดี

เพียงแค่นี้แหละครับ คุณตุ่ยก็จะเกิดอาการ "พลาดหวังในความรัก" ชนิดเบา ๆ ที่เรียกว่า "แห้ว" ทันที จากตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น เราก็จะพบว่าคนเราสามารถที่จะเกิดความทุกข์เพราะความรักได้ตลอดเวลา อย่างที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย สาเหตุก็เพราะเกิดจากการด่วนผลีผลามเที่ยวไปรักคนนั้นคนนี้อย่างไร้สตินั่นเอง
คนเรานั้นไม่สามารถที่จะไปบังคับใจให้ใครมารักเราได้ตามความปรารถนาได้ และเมื่อเรารักใครแล้วมันไม่สมปรารถนา ผลก็คือจะเกิดอาการ "อกหัก" หรือความรู้สึกพลาดหวังจากความรัก โดยอัตโนมัติ นี้เป็นกฏที่เป็นไปตามหลักเหตุผลตามธรรมชาติ

"การไม่ผลีผลามไปรักใครอย่างเด็ดขาด" จึงสามารถป้องกันอาการอกหักได้อย่างแน่นอน


"โห..! พี่ เล่นบอกไม่ให้รักใครอย่างนี้ พูดง่ายดี แต่ทำยากนะพี่ แล้วอีกอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ให้ไปรักใครแล้ว ผมมิต้องอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิต ลูกเมียไม่ต้องมีเลยเรอะ อย่างนี้ก็ตายพอดีสิ"

แน่นอนว่าเสียงคำทักท้วงประเภทนี้จะต้องมีแน่ จึงขออธิบายต่อไปเลยว่า คำว่า "ไม่ผลีผลามคิดรักใคร" นั้น คงต้องเข้าใจคำว่า "ผลีผลาม" ให้ชัดเจนเสียก่อน
คำว่า"ผลีผลาม" หมายถึงการกระทำใดใด ที่ขาดสติ รีบร้อนรนด่วนกระทำ มีผลให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะการกระทำของตนนั้นๆ
ยกตัวอย่าง คนที่มีนิสัยผลีผลาม เมื่อมาเห็นชามน้ำแกงเดือด ๆ มีลูกชิ้น หมูสับ ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ด้วยความอยากของตัวเอง เขาจึงรีบเอาช้อนตักน้ำแกงเดือดนั้นซดเข้าปากทันที ผลจากการผลีผลามด่วนกระทำลงไปเป็นเช่นไรก็คงจะเดากันได้

ตามหลักพุทธศาสนา ท่านว่ายังมีความรักอีกประเภทหนึ่งที่มีไม่มีโทษ มีความบริสุทธิ์ เกื้อกูลต่อสุขภาพจิต เป็นความรักที่ปราศจากขอบเขต ที่เรียกว่า "เมตตา" พระพุทธเจ้าของเรามีความรักแบบ"เมตตา"อย่างไม่มีประมาณ ท่านจึงสอนบ่อยๆ ในพระไตรปิฎกให้ชาวพุทธให้รู้จักเจริญเมตตาทุกลมหายใจเข้าออก เพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพจิต ทำให้มีสติปัญญาแจ่มใส และ อานิสงส์ที่คิดว่าน่าจะถูกใจสำหรับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ก็คือ "เมตตา" จะทำให้ผู้เจริญภาวนานั้นกลายเป็นบุคคลที่เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
"เมตตา" เป็นสิ่งที่เราสามารถฝึกฝนได้เป็นประจำทุกวัน (อ่านเทคนิคสร้างความรักแบบเมตตาอย่างง่าย ๆ ) คนที่มีเมตตาเวลาเขาได้พบเห็นใคร เขาก็จะมีเมตตากับคนนั้นก่อนเลย โดยไม่เลือกว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เป็นคนหนุ่มสาวหรือคนชรา ความเมตตาเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ ความรักชนิดนี้มีอยู่ในใจของผู้ใดแล้ว ความรู้สึกเหงาเปล่าเปลี่ยวของผู้นั้นก็จะหมดไปเอง

แล้วทีนี้ในความสัมพันธ์ทางสังคม เมื่อเราได้มีโอกาสพบปะผู้คน ได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน เราก็จะได้รู้จักผู้คนมากมาย ในจำนวนนี้อาจจะมีเพศตรงข้ามที่เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับเรา ที่อาจจะเข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรา ในขั้นแรกของความสัมพันธ์ที่ดีคือ "มิตรภาพในเชิงเมตตา" คือ มองเห็นเพศตรงข้ามเหมือนญาติสนิท มีความรักใคร่กันเหมือนญาติพี่น้อง ช่วยเหลือกันและกัน
ทีนี้เมื่อมีความสนิทสนมรู้จักนิสัยใจคอกันมากขึ้น ได้เห็นข้อดีข้อบกพร่องของแต่ละฝ่ายและยอมรับกันได้ ความรักในเชิงหนุ่มสาวก็จะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาเอง ในบางครั้งเมื่ออยู่ในสถานการณ์ลำบากด้วยกัน ย่อมมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตรงนี้ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจตามธรรมชาติมันก็เกิดขึ้น และก่อตัวเป็นความรักแบบหนุ่มสาวขึ้นมาอย่างเป็นไปเองตามธรรมชาติ

นี้คือวิธีเลือกสรรคู่ชีวิตด้วยการน้อมนำคุณธรรมข้อ "เมตตา" มานำชีวิตให้ดำเนินไป ความรักแบบนี้จึงไม่สะเปะสะปะ ไม่ต้องไปเที่ยวรักคนนั้นคนนี้ทั่วทิศทัวแดน กลายเป็น "คนเหงาจังเลย" อย่างที่เห็นอยู่ทั่วไป อนึ่ง พึงควรระวังไว้ว่า ความรักที่ปราศจากความเมตตานั้น เป็นความรักที่เอาเปรียบกันได้ง่าย บางทีถึงขึ้นหลอกลวงกัน หรือ ก่ออาชญากรรม
แน่นอนที่สุด คนที่ชอบรักแบบผลีผลาม ก็ย่อมจะต้องพบกับอาการ"อกหัก" อย่างแน่นอนที่สุด ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้เลย


"รักอย่างมีสติ" จะห่างไกลจากคำว่า "อกหัก" เพราะรักนั้นเริ่มต้นด้วยคุณธรรม ไม่ใช่เอากิเลสมานำ
ความเมตตาจะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจให้เรามีความสัมพันธ์ต่อเพื่อนมนุษย์ในหนทางที่ถูกต้อง
คนที่มีเมตตาประจำใจย่อมเป็นที่รักของคนทั้งหลาย
ในบรรดาผู้คนทั้งหลายที่มารักใคร่เรา ในจำนวนนั้นย่อมจะมีคู่ชีวิตในอนาคตของเราอยู่ในนั้นด้วย
ให้ทุกสิ่งทุกอย่างได้เป็นไปตามครรลองแห่งธรรมชาติ
แล้วชีวิตของเราก็จะสมดังความปรารถนาโดยไม่ต้องไปเที่ยววิ่งแสวงหาแต่อย่างใด

 

 




        วันนี้ได้เข้าไปอ่านข้อคิดจากหลวงพ่อ  ทำให้เข้าใจเเล้วละคะว่า การทำบุญอยู่ที่เจตนา  ไม่ใช่ว่าคนรวยทำเเล้วจะเกิดกุศลมากกว่าเลยยคะ ...  คราวนี้ยิ้มออกได้เลยคะ

 

 

 

“การทำบุญด้วยเงินก็ดี อาหารก็ดี เสื้อผ้าก็ดี หรือสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ก็ดี เขาเรียกว่า “วัตถุทาน” นะ และกุศลผลบุญอันจะเกิดจากวัตถุทานนั้น หาได้วัดกันที่จำนวนเงินหรือจำนวนสิ่งของเครื่องใช้ไม่แต่เขาวัดกันที่องค์ประกอบ 3 อย่างคือ


1- ผู้มีความเต็มใจในการให้(ถึงพร้อมด้วยเจตนา)



2- วัตถุทานที่ให้นั้นได้มาด้วยความบริสุทธิ์(ถึงพร้อมด้วยไทยธรรม)


3- ผู้รับมีความบริสุทธิ์(ถึงพร้อมด้วยบุญเขต)


ดังนั้นหากคนจนบริจาคเงินทำบุญเพียงแค่ 5 บาท 10 บาทแต่มีความเต็มใจในการทำบุญ อีกทั้งเงินที่ทำนั้นหามาได้อย่างสุจริตด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ก็ย่อมได้กุศลผลบุญมากกว่าคนร่ำรวยที่บริจาคเงินเป็นหมื่น เป็นแสน หรือเป็นล้าน ด้วยเจตนาที่หวังอวดหรือแบ่งทับผู้อื่น หรือว่าเงินที่บริจาคนั้นได้มาเพราะคดโกงเขามานะ”

 

เปลี่ยนทุกข์เป็นสุข...

posted on 26 Dec 2007 12:19 by plaiifahhlaw

 

 

 

มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจเกี่ยวกับสามศรีพี่น้อง อารมณ์ อาภรณ์ และอาภา คะ 


             ครั้งหนึ่งอารมณ์ไปหาหมอดูซึ่งว่ากันว่าทำนายอนาคตได้แม่นยำมาก หมอดูอ่านไพ่สักพักก็บอกว่า "คุณจะมีสุขภาพไม่ค่อยดี เงินทองจะฝืดเคือง ชีวิตครอบครัวจะไม่ราบรื่น หมอว่า คุณจะลำบากไป ๕ ปี"
             "หลังจากนั้นฉันจะสบายใช่ไหม หมอ ?" อารมณ์ถาม
             "เปล่า หลังจากนั้นคุณก็จะชินไปเอง" หมอตอบ
             
             เรื่องต่อมาเป็นประสบการณ์ของอาภรณ์ราว ๆ ๓๐ ปีก่อน ตอนนั้นเธอไปงานทำบุญเลี้ยงพระที่บ้านเพื่อน หลวงปู่บุดดารับอาราธนามางานนี้ด้วยตนเอง หลังจากฉันเสร็จเจ้าภาพได้นิมนต์หลวงปู่ซึ่งชรามากแล้ว ให้เอนกายพักผ่อนก่อนที่จะเดินทางกลับจังหวัดสิงห์บุรี
             ระหว่างนั้นข้างห้องซึ่งเป็นร้านขายของ มีคนเดินใส่เกี๊ยะขึ้นบันไดส่งเสียงดัง อาภรณ์จึงบ่นกับเพื่อน ๆ ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลจากหลวงพ่อมากนักว่า "แหมเดินเสียงดังเชียว"
             หลวงปู่บุดดานั้นแม้นอนหลับตาอยู่ แต่ก็รับรู้ตลอดจึงพูดเตือนเบา ๆ ว่า "เขาเดินของเขาอยูดี ๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง"
             
             เรื่องที่ ๓ นั้นถอยหลังไปไกลอีก ๒๐ ปีสมัยที่ทั้ง ๓ คนยังเด็ก คราวหนึ่งแม่กำลังทำครัวอยู่ จึงให้อารมณ์ไปซื้อน้ำปลามา ๑ ขวด อารมณ์รีบวิ่งไปซื้อทันที ขากลับเดินสะดุดหลุมหกล้ม ขวดน้ำปลาหลุดมือ อารมณ์หยิบขวดน้ำปลาเดินกลับบ้าน สีหน้าเศร้าสร้อย บอกแม่ว่า "แย่จัง หนูทำน้ำปลาหกไปตั้งครึ่งขวด"
             อาทิตย์ต่อมาแม่ให้อาภรณ์ไปซื้อน้ำมันมา ๑ ขวด อาภรณ์ซื้อเสร็จ ขากลับเดินสะดุดหิน น้ำมันหกไปครึ่งขวด แต่เธอกลับไปเล่าให้แม่ฟังอย่างยิ้มแย้มว่า "เมื่อกี้หนูหกล้ม แต่ยังดีที่คว้าเอาไว้ได้ทัน มีน้ำมันเหลือตั้งครึ่งขวดแน่ะ"
             ๒-๓ อาทิตย์ต่อมา ถึงเวรของอาภาบ้าง เธอไปซื้อน้ำส้มสายชูกลับมาก็บอกแม่ว่า "เมื่อกี้หนูหกล้ม แต่ยังดีที่คว้าเอาไว้ได้ทัน มีน้ำส้มเหลือตั้งครึ่งขวด แต่หนูรับปากว่าต่อไปจะไม่เผลออีก" ว่าแล้วเธอก็กลับไปขุดเอาหินที่โผล่ตามทางเดินออกจนหมด รวมทั้งกลบหลุมที่อาจทำให้ใครต่อใครเดินสะดุดด้วย
             
             ทั้ง ๓ เรื่องนี้แม้จะต่างกัน แต่อย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือเป็นเรื่องของการประสบกับปัญหาหรือสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ปัญหาหรือสิ่งไม่น่าพอใจเมื่อเกิดกับใคร ก็มักจะทำให้ทุกข์ แต่วิธีที่จะทำให้ไม่ทุกข์ ก็มีอยู่ วิธีแรกคืออดทน ไม่ตีโพยตีพาย ไม่นานก็จะปรับตัวได้ พูดง่าย ๆ คือชินไปเอง อย่างเรื่องแรก คนเราไม่ว่าจะทุกข์แค่ไหน จิตใจก็มักจะปรับตัวให้คุ้นชินได้เสมอ หากมีเวลาพอ หรือไม่คิดสั้นเสียก่อน มีคาถาหนึ่งที่จะช่วยให้เราทนได้มากขึ้นก็คือ เมื่อหายใจเข้า ให้พูดกับตนเอง "ทนได้" เมื่อหายใจออก ให้พูดในใจว่า "สบายมาก"
             
             วิธีที่ ๒ คือการใช้ตา หู รวมไปถึงจมูก ลิ้น และกายให้เป็น เรื่องนี้โยงไปถึงจิตใจ ความทุกข์นั้นบ่อยครั้งเกิดขึ้นก็เพราะใจเราไม่อยู่สุข ชอบสั่งตาหรือหูให้ไปรับเอาสิ่งไม่ดีมาสร้างปัญหาแก่จิตใจ เสียงนั้นแม้จะดัง แต่ถ้าไม่ฟัง ปัญหาก็ไม่เกิด ใครเขาจะบ่น จะว่า ถ้าไม่สนใจเสียอย่าง จะทุกข์ได้อย่างไร ข้อสำคัญคือต้องรักษาใจให้ดี อย่าปล่อยใจให้เพ่นพ่านออกไปนอกตัวมากนัก จะทำอย่างนั้นได้ต้องมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ หรือไม่เช่นนั้น ก็ให้มีสมาธิจดจ่าอยู่กับอะไรสักอย่างที่ดี ๆ เช่น เสียงเพลงที่ไพเราะ หรือจดจ่าอยู่กับลมหายใจเข้าออกก็ได้
             
             วิธีที่ ๓ ก็คือ มองแง่ดี เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา ลองมองให้เห็นแง่ดีของมันบ้าง ไม่มีอะไรที่ไม่มีแง่ดีเลย เจ็บป่วยก็มีแง่ดี คือได้พักผ่อน ได้มีเวลาทำสิ่งที่ชอบ อยู่กับครอบครัว หรือเข้าหาธรรมะ อย่างน้อย ๆ แง่ดีอย่างหนึ่งที่ต้องมีแน่ ๆ ก็คือ ดีที่ไม่หนักกว่านั้น เงินหาย ๑,๐๐๐ บาท ก็ยังนับว่าดีที่ไม่หาย ๑๐,๐๐๐ บาท เวลาถูกคนนินทา ก็ยังดีที่เขาไม่ทำร้ายเรามากกว่านั้น
             
             อย่างไรก็ตามมองแง่ดีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องลงมือจัดการกับปัญหาหรือป้องกันมิให้เกิดซ้ำอีก การมองแง่ดีทำให้อาภาไม่เป็นทุกข์กับการสะดุดหกล้ม แต่เธอไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น หากยังออกไปขุดหินและกลบหลุมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซากอีก มองแง่ดีทำให้เราไม่ทุกข์เวลาเจ็บป่วย แต่ก็ต้องหาทางป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยอีก เช่น ออกกำลังกายมากขึ้น กินอาหารให้สมดุลกว่าเดิม เป็นต้น
             ความทุกข์นั้นเราสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นความไม่ทุกข์ หรือเปลี่ยนให้กลายเป็นความสุขได้ สิ่งเลวร้ายไม่น่าพอใจ เมื่อเกิดขึ้นกับเรา ใช่ว่าจะทำให้เราทุกข์ไปเสียหมด ก็หาไม่ ทุกข์หรือไม่ทุกข์อยู่ที่ตัวเรา ไม่ได้อยู่ที่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา
             ปีใหม่ ใคร ๆ ก็อยากให้ตนเองประสบสิ่งดี ๆ แต่จะดีกว่านั้นถ้าฝึกตนให้มีความอดทน มีสติ สมาธิ และมองแง่ดี รับรองว่า ไม่ว่าจะเจออะไรก็ตาม ก็ยากจะทำให้เราทุกข์ได้ นี้คือหลักประกันแห่งความสุขที่แท้จริง

 

//  ใกล้ปีใหม่เเว้วววววววววววววววววว   เย้  เย้   .......



              ก า ร ร อ ค อ ย ... เป็นเรื่องที่ทรมาน
โดยเฉพาะการรอคอยที่จะกลับมาพบกัน หรือรอคอยใครสักคนที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
เพราะในเวลาแห่งการรอคอยนั้น มันมีมากกว่า 24 ชั่วโมง
และเข็มนาฬิกาก็เดินช้าขึ้นอีกเป็นเท่าตัว...
จากเวลาที่นานอยู่แล้วจึงนานยิ่งกว่า และการดำเนินชีวิตระหว่างการรอนั้น
ก็มีตัวแปรมากมายที่จะทำให้คนเปลี่ยนไปอยู่ทุกขณะ

 

เพราะทุกคนมีพื้นฐานความเหงา และโดดเดี่ยวอยู่ในตัวเองพอๆกับความอ่อนไหว
เป็นโอกาสที่ดีที่จะใช้ระยะทางเป็นเครื่องวัดความรู้สึก
พิสูจน์ความแข็งแรงของความรัก วัดการกระทำ...
ความเสมอต้นเสมอปลาย และความอดทน
ด้วยเงื่อนไขของความลำบากแห่งกาลเวลา และตัดสินว่า...การรอคอยจะคุ้มค่าหรือไม่

 

ก า ร อ ยู่ ห่ า ง กั น... จึงจำเป็นต้องพิสูจน์กันด้วยความเข้มแข็ง
ต่างคนต่างก็ต้องทำหัวใจให้เข้มแข็งกับอารมณ์ต่างๆ
ที่คอยรบกวน...และคอยชักจูงออกนอกลู่นอกทาง
เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย...ที่วันนึงเราพบว่า
คนคนหนึ่ง...คือคนที่ชีวิตเราตามหามาตลอด และใครสักคนที่เป็นได้อย่างที่เราฝัน
มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
และคนที่จะฝ่าฟันกับการบีบคั้นแห่งการรอคอย
กลับมาหาเราได้ก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดา...

 

เ พ ร า ะ ฉ ะ นั้ น...
ย่อมหมายถึง...ความรู้สึกที่เค้ามีอยู่ก็คงไม่ได้ธรรมดา
และคนคนนั้นก็ย่อมเต็มค่า

 

เวลาที่ชาวประมงจะเลี้ยงหอยมุก จะต้องใช้เวลาเนิ่นนาน
และสามารถรอคอยได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเขารู้ว่า เมื่อไหร่ถึงเวลา
ที่มุกสามารถนำมาร้อยเป็นสร้อยได้
ย่อมเกิดค่ามหาศาล ...ชีวิตจึงจำเป็นต้องรอคอยใครสักคนให้ได้
หากรู้ว่าเป็นใครสักคน ...ที่มีค่าแก่การรอคอย...

  ... ^ ___ ^   มีคนให้รอคอยกันบ้างไหมคะ

  

 

     เจ้ากรรมนายเวรของเราเกิดจากมาจากการกระทำกรรมที่ไม่

ดี (อกุศล) ของเรา   ที่ทำกับคู่กรณีของเรา   มีด้วยกัน ๒ ทาง

ด้วยกันคือ   การกระทำกรรมทางกายและทางวาจา   ไม่ว่าการ

กระทำกรรมหรือการประกอบกรรมของเรานั้นจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ

ก็ตาม   ถ้าหากการกระทำนั้นเป็นการเบียดเบียนคนอื่นๆ   สัตว์

อื่นๆ   ให้เดือดร้อนทุกข์ยากลำบาก   ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือ

ทางใจก็ตาม   นั่นแหละผลกรรมไม่ดี   กรรมชั่ว   อกุศลกรรมและ

เจ้ากรรมนายเวรได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว   จะต้องผลัดกันให้ผลต่อกัน

และกันข้ามภพข้ามชาติต่อไปไม่มีวันจบสิ้น   ถ้าหากไม่มีการ

อโหสิกรรมต่อกันหรือตัดกรรม - แก้กรรม   เจ้ากรรมนายเวรจะส่ง

ผลให้เราเจ็บป่วยตั้งแต่เล็กๆน้อยๆไปจนถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียว  

จะหนักหรือเบาก็อยู่ที่แรงอาฆาต   แรงพยาบาท   ขนาดของว่า

สัตว์ตัวเล็กหรือตัวใหญ่   ตัวใหญ่จะมีแรงอาฆาตมาก   ก็จะเจ็บ

ป่วยเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ยาก   อยู่อย่างทรมาน   สุดท้ายก็

ต้องเสียชีวิตไป   สัตว์เล็กก็จะเบาลง เช่น มด   ยุง   แมลง  

แมลงสาบ ฯลฯ......   แต่สะสมกันมากๆเข้าก็กลายเป็นกรรมหนัก

ได้เช่นกัน   สังเกตุดูเวลาทำสมาธิใกล้ขณะที่จิตจะเข้าภวังค์(นิ่ง)

จะคันตามเนื้อตามตัวยุ๊บๆยั๊บๆ   พอออกสมาธิก็ไม่เห็นมีอะไร  

เจ้ากรรมนายเวรที่เกิดจากการกระทำของเราโดยตรงแล้ว   ยังมี

ทางอ้อมอีกเช่น   อาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน  ใน

แต่ละมื้อที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์   เป็นมาอย่างไรใน

กรณีนี้ ......

               เมื่อเหล่าเทพ - เทวดา   ได้ดับ (หมดบุญ) แล้วลงมา

เกิดเป็นมนุษย์   พอมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะมาเกิดตระกูลที่ร่ำรวย  

มีความสุขความสบาย   บุญกุศลใหม่ไม่ทำเพิ่ม   ใช้แต่บุญเก่ากิน

บุญเก่า   บุญกุศลลดน้อยลงพอตายจากมนุษย์ชาตินี้   บุญกุศล

ไม่พอที่จะส่งให้กลับบ้านเก่า (สวรรค์ชั้นที่มา)   กรรมชั่วก็ไม่มี

มากพอที่จส่งไปลงอบายภูมิ ๔   ก็จะได้เกิดเป็นมนุษย์อีก   แต่

ชาตินี้ก็จะทุกข์ยากลำบากขึ้นอีกเท่าหนึ่งของชาติที่แล้ว   เป็นเช่น

นี้ไปเรื่อยๆจนในชาติสุดท้ายที่ได้เกิดเป็นมนุษย์   บุญกุศลมีน้อย

จนมีพลังส่งผลให้มาเกิดเป็นมนุษย์ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว   แต่กรรม

ชั่วก็ไม่มีมากพอที่จะนำพาไปเกิดที่นรก   เปรตและอสูรกายได้  

ก็ต้องมาเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน   ตอนที่เป็นมนุษย์ชาติสุดท้ายก่อน

ที่จะสิ้นลมหายใจ   ผลกรรมที่เคยไปทำกับสัตว์ชนิดไหน   เขาก็

จะมาทำให้เห็นเป็นสัตว์ชนิดนั้น (มาทวง) จิตครั้งสุดท้ายก่อนที่จะ

ออกจากร่างก็มีแต่เรื่องเหล่านี้   ผลกรรมตรงนี้จะนำพาดวงจิตของ

มนุษย์คนนี้เมื่อออกจากร่างกายมนุษย์ที่หยุดทำงานแล้ว (ตาย)ไป

อยู่ในร่างใหม่ที่เกิดจากสัตว์ดิรัจฉาน   เกิดมาเป็นสัตว์ดิรัจฉานแต่

จะเป็นจิตดวงเดิมไม่แตกดับ   พอมาเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานอย่าง

น้อยก็ ๕๐๐ ชาติ   ถ้าจิตดวงนี้มาเกิดในร่างของหมูชาติแรก  

สัญญาความจำในจิตหมูตัวนี้จะมีความรู้สึกว่าตัวเองนะเป็นมนุษย์  

สังเกตุดูสัตว์บางตัวจะรู้ประสาพอๆกับมนุษย์เลยทีเดียว   พอหมู

ตัวนี้ถูกฆ่าจิตก็จะเกิดมีความอาฆาตพยาบาท   คนที่ร่วมขบวนการ

ฆ่าก็ได้รับกรรมมากตามสัดส่วน   ส่วนใครที่รับประทานเนื้อหมูตัว

นี้   ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหน   ก็รับเศษกรรมไป   เป็นกรรมที่ไม่ได้

เจตนาเป็นเศษกรรมจากอาหาร   พอหมูตัวนี้เกิดหลายๆชาติเข้า

ความจำในภพชาติที่เป็นมนุษย์ก็จะหมดไป   ใครรับประทานเข้า

ไปอีกก็ไม่มีผลอะไร   แต่เราจะรู้ได้อย่างไรละว่า   เนื้อหรือสัตว์ที่

เรารับประทานเข้าไปแล้วนี่   ตัวไหนเป็นตัวที่มันเกิดมาแล้วหลาย

ชาติหรือเป็นตัวที่เพิ่งเกิดชาติแรกจากการดับจากมนุษย์ ......

               วันหนึ่งอาจารย์ได้ไปซื้อกระเพาะหมูสดๆที่ยังไม่ได้

ทำความสะอาดมา ๑ ชิ้น   เพื่อจะมาลองล้างทำความสะอาด  

แล้วปรุงตามสูตรที่ได้เรียนรู้มา   เพื่อเอาไปใช้เป็นเครื่องในต้ม

เลือดหมูใบตำลึง   ที่อาจารย์เปิดร้านและทำขายคู่กับโจ๊กฮ่องกง

และโจ๊กหมู   หลังจากทำเสร็จแล้วในตอนกลางวัน   พอตอนเย็น

หลังไหว้พระสวดมนต์เสร็จ   ก็นั่งสมาธิต่อ   ก็เห็นกระเพาะหมูสด

ที่เราทำเมื่อตอนกลางวันเกิดขึ้น   สลับกับกระเพาะที่เราต้มสุก

แล้วอยู่อย่างนี้   ต่อจากนั้นก็เห็นเป็นหน้าหมูส่วนหัว   ก็ทำการ

ช่วยเหลือเขาจนร่างเขากลายเป็นกายทิพย์ของนมุษย์และจน

กลายเป็นเทวดา   หลังจากนั้นก็ได้พูดคุยกับเขา   เขาเล่าว่า  

" เขาเป็นคนจังหวัดชัยนาท   มีอาชีพเขียงหมู   ฆ่าหมูขายอยู่ใน

ตัวตลาดชัยนาท   หลังจากดื่มเหล้ากับเพื่อนๆแล้วได้เสียชีวิตตอน

หลัง (ไม่ได้ถามว่าเป็นอะไรตาย) แล้วมาเกิดเป็นหมูตัวนี้   เพิ่งถูก

ฆ่าเมื่อคืน   ไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใคร?   พอดีเห็นอาจารย์

ผู้ชาย(สามี) เดินผ่านมา   ดูแล้วน่าจะช่วยเราได้   ก็เลยเรียก

เข้ามาซื้อแล้วให้หยิบเอากะเพาะนี้มา   อาจารย์ทั้งสองช่วยไป

บอกพ่อกับแม่ที่ชัยนาทหน่อย   ให้เลิกอาชีพฆ่าหมูขายเสีย "  

อาจารย์บอกเขาไปว่า " ก็ไปเข้าฝันบอกเอาเองซิ   ตอนนี้เป็น

เทวดามีฤทธิ์แล้วนี่  อาจารย์ไม่รู้จักอีกอย่างไกลด้วย  ไปบอกเอา

เองนะ "   เขาก็พูดต่ออีกว่า   " ขอขอบพระคุณอาจารย์ทั้งสองที่

ได้ชี้ทางและช่วยเหลือในครั้งนี้   ท่านทั้งสองต้องการอะไร? "  

อาจารย์ก็ตอบไปว่า   " ไม่ต้องการอะไร?"  เขาก็ตอบกลับมาอีก

ว่า  "ขอให้อาจารย์ทั้งสองจงมีบารมีสูงขึ้นๆนะ"   อาจารย์ทั้งสองก็

ยกมือสาธุรับพรจากเขาเพราะเขาเป็นเทวดาแล้ว (ได้รับ

กรรมฐาน)   ก่อนที่เขาจะจากไปเขาก็หันไปกราบที่โต๊ะหมู่บูชา

และก็หันมากราบสมเด็จพระพุฒาจารย์โต   ที่นั่งอยู่ใกล้ๆอาจารย์

ผู้ชาย   แล้วเขาก็หายไป......

กรรมจากการตกเลือด   การแท้งลูกหรือทำแท้ง   

           กรรมที่เกิดจากสาเหตุนี้ก็หนักมากเช่นกัน   จะเกิดขึ้นกับ

ผู้หญิงที่สามารถที่จะตั้งท้องหรือมีครรภ์ได้   ซึ่งการตั้งท้องหรือมี

ครรภ์นี้   จะมีความประสงค์ที่จะมีบุตรหรือไม่มีบุตรหรือไม่ก็ตาม  

ถ้าหากมีการตกเลือดหรือหลุดหรือทำแท้งเอาทารกออกหรือหก

ล้มหรือสุขภาพไม่ดีหรือไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม   จะเป็นการ

สร้างกรรมเจ้ากรรมนายเวรได้เกิดขึ้นแล้ว   ได้มีการทำปาณาติ

บาต (การฆ่า)   ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามเพราะว่า

เมื่อหญิงและชายได้ร่วมหลับนอนมีเพศสัมพันธุ์กัน   เชื้อของชาย

เข้าผสมกับไข่ของหญิง   มีดวงจิตของสัตว์ที่ดับแล้วเข้ามาผสม  

เรียกว่า " การปฏิสนธิวิญญาณ "   ถือว่าการเกิดได้เกิดขึ้นแล้ว  

ฉะนั้นการทำแท้งตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจึงเป็นกรรม   จะตั้งใจหรือไม่ก็

ตาม   ผลกรรมจะเกิดกับผู้หญิงคนนั้นโดยตรง   รองลงไปก็คือ

ผู้ชายและสุดท้ายก็คือผู้ร่วมขบวนการ   อันนี้โดยทั่วไปที่ตรวจ

กรรมเจอ   บางครั้งก็ตามฝ่ายชาย   บางครั้งก็ตามผู้ให้การช่วย

เหลือหรือแนะนำ   เกิดอย่างไร?   วิญญาณของเด็กจะทำให้หญิง

คนนั้นจะมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ  เจ็บป่วยบ่อย   ไม่แข็งแรง  

เรื่องเงินๆทองๆก็จะติดขัด   เป็นหนี้สินเพิ่มมากขึ้น   กิจการงานก็

จะติดขัดบางคนทำเอาจนปิดกิจการเลย   ลูกหรือน้องที่จะเกิดมา

ใหม่ที่หลังพอเกิดมาก็จะเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์   บางทีก็เป็นที่

สุขภาพ   บางคนก็ทำให้ปัญญาอ่อนหรือจิตไม่ปกติจะกวนตลอด  

ครอบครัวเกิดการแตกแยก   มีปัญหาอยู่กันอย่างไม่มีความสุข  

จะหาความสุขไม่ได้เลย   อาจารย์ก็เคยมีประสบการณ์มาเหมือน

กันคือ   มีรุ่นน้องคู่หนึ่งแต่งงานกันแล้ว   เกิดตั้งท้องขึ้นมาแต่เขา

ยังไม่พร้อม   เขาก็มาปรึกาว่าจะทำอย่างไรดีเพราะเขายังไม่

พร้อม   อยากจะทำงานหาเงินเก็บเงินสักก้อนหนึ่งก่อน   อาจารย์

ก็เลยแนะนำเขาไปว่า   " ถ้าหากไม่พร้อมก็ไปเอาออกเสียซิ "  

พูดแค่นี้เองตามขัดขวางเล่นงานอาจารย์สองคนเสียตั้ง ๔ ปี   ทำ

กิจการค้าขายติดขัดมีปัญหาไปเสียทุกอย่าง   ไปที่ไหนเขาก็ทัก

เราว่ามีเด็กตามตลอด   ก็กลับมาหวนคิดดูว่าเราก็ไม่เคยมีปัญหา

เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลยทั้งสองคน   เด็กมาจากไหน?   นี่เป็นสิ่งที่

เราสงสัยกัน   มาตอนหลังก็รู้มีคนเขาสื่อให้   ก็ปฏิบัติธรรมแล้วแผ่

เมตตาให้เขาได้อนุโมทนาด้วย   และก็ขออโหสิกรรมกับเขา   มา

ตอนหลังเขาก็หายไปหลังจากถวายชุดสำหรับบวชเณรไปให้เขา ......

                  เจ้ากรรมนายเวรมีจริงเหรอ   จะขอยกตัวอย่างให้

ได้อ่านสักเล็กน้อยนะ   วันหนึ่งได้มีผู้หญิงคนหนึ่ง   มาพบ

อาจารย์ที่บ้านมาขอรับการตรวจกรรม   สาเหตุที่เขามาเพราะป่วย

เป็นมะเร็งที่คอ (ไทรอยด์)   แพทย์ได้ทำการตรวจแล้วทั้งหมด ๓

คน   ลงความเห็นว่าเป็นมะเร็งไทรอยด์เพราะได้จากการเจาะเอา

ไปตรวจเชื้อแล้วและจะต้องผ่าตัด   แต่ถ้าหากทำการผ่าตัดก็จะ

ต้องเสียชีวิตหรือถ้าหากไม่ผ่าก็เสียชีวิตเช่นกัน   ซึ่งก่อนหน้านี้

เพื่อนเขา ๒ คนก็ได้เสียชีวิตไปด้วยโรคนี้เช่นกัน   ทำให้เขาไม่

สบายใจมากเพราะว่า   ตัวของเขาเป็นหลักในบ้าน   ต้องทำงาน

หาเงินถ้าหากเขาเป็นอะไรไปทางบ้านเขาจะต้องมีปัญหามากแน่

นอน   จากคำเล่าของเขา   ที่จริงแล้ววันนั้นมากันหลายคนมาก  

พอดีเขาได้ไปเจอ   คนที่เขาเคยมาตรวจกรรม - แก้กรรมและมา

ฝึกสมาธิที่บ้านอาจารย์มาแล้ว   และคนนี้เขาก็สื่อและรู้เห็นว่าเป็น

อะไรเช่นกัน   แต่กลัวเขาไม่เชื่อก็เลยพาเขามาพบอาจารย์   ตัว

เขาเองก็ยังพาเพื่อนและน้องมาด้วยอีก   พอตรวจกรรมก็เห็นเจ้า

กรรมนายเวรกำลังบีบคอของเขาอยู่   ดวงตาแดงกล่ำแสดงถึง

ความอาฆาตพยาบาทจองเวรนั้นมีมาก   พูดเจรจาต่อรองกับเขา

อย่างไรเขาก็ไม่ยอม   อาจารย์ก็เลยตรวจดูอดีตชาติว่า   เพราะ

เหตุใดจิต ๒ ดวงนี้จึงได้อาฆาตกันมากนัก   ก็เห็นเหตุการณ์ใน

อดีตว่าผู้หญิงคนนี้   ได้ไปปีบคอแมวตัวหนึ่งตาย   แมวตัวนี้ได้ไป

เกิดเป็นคล้ายๆกับสัตว์นรก   ส่วนผู้หญิงคนนี้ไปเกิดเป็นนางฟ้าอยู่

บนสวรรค์   ด้วยนิสัยที่เป็นคนอวดดี   ถือดี   อวดเก่ง   เลยไปทำ

ผิดกฎสวรรค์เข้าจึงถูกลงโทษให้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้  

พอมาเกิดเป็นมนุษย์ปัจจุบันนิสัยก็ยังเหมือนเดิม   พอบุญเก่าลด

ลงแล้วอกุศลส่งผล   เจ้ากรรมนายเวรตัวนี้ที่รออยู่ก็ได้โอกาส  

ทำให้เขาป่วยเป็นมะเร็งไทรอยด์   อย่างไรก็ต้องตาย   พอรู้เหตุว่า

เป็นเช่นนี้อาจารย์ก็บรรยายธรรมให้เขาฟัง   ถึงการพยาบาท

อาฆาตจองเวร   จิตที่เป็นแบบนี้มันจะข้ามภพข้ามชาติ   ผลัด

เปลี่ยนหมุนเวียนกันทำไม่รู้จบ   และก็ชี้ทางหลุดพ้นให้เขาบำเพ็ญ

ต่อไปอีกเลิกอาฆาตจองเวรกันให้จบชาตินี้เสีย   เขาจึงยอม

อาจารย์ก็บอกให้เขาเอาโรคภัยไข้เจ็บที่ทำไว้กับผู้หญิงคนนี้ออก

ไปเสีย   เขาก็ทำการดึงเอาเชื้อออกไป   แล้วก็บอกกับผู้หญิงคน

นั้นว่า   ไม่ต้องไปผ่านะหายแล้วไม่เป็นอะไรแล้ว   ในระหว่างการ

ตรวจกรรมครั้งนี้อาจารย์ก็ได้อาราธนา สมเด็จพระพุฒาจารย์

โต   พรหมรังษี   มาคุมด้วยและก็ให้ท่านช่วยรักษาอีกที   ขณะ

นั้นเพื่อนหญิงของเขาที่มาด้วย   พูดขึ้นว่า   " อาจารย์ค่ะ   หนูขอ

โทษนะ   หนูขอพูดอะไรหน่อยได้ไหม? "  อาจารย์ตอบว่า  " ได้

มีอะไรพูดมา "   เพื่อนของเขาพูดต่อ   " ตอนที่พวกหนูเดิน

เข้าบ้านอาจารย์   ตรงประตูรั้วทางเข้าด้านซ้ายและด้านขวามือ  

หนูเห็นผู้หญิง ๑ คนและผู้ชาย ๑ คน   แต่งตัวสวยงามมากยืนต้อน

รับอยู่   พอมาถึงประตูเข้าบ้านก็เห็นยืนต้อนรับอยู่อีก ๒ คน   หนู

เห็นทั้งหมดทุกอย่างที่นั่งดู   เห็นเจ้ากรรมนายเวรของเพื่อนหนู  

เห็นหลวงปู่โตมารักษาเพื่อนดูด้วย   เห็นคนเยอะแยะเต็มไปหมด  

ทุกคนมีแต่แต่งตัวกันสวยๆดีๆทั้งนั้น   เป็นเพราะอะไร? "  

อาจารย์ก็ตอบเขาไปว่า  " ที่เห็นนั้นเป็นเหล่าเทพเทวดา  นางฟ้า  

เขามาปฏิบัติธรรม   มาสร้างบารมีกันที่นี่ "   เขายังบอก

เพื่อนเขาอีกว่าไม่ต้องไปผ่าแล้วนะ   เจ้ากรรมนายเวรเขาบอกว่า

หายไม่เป็นอะไรก็ไม่เป็นซิ......   หลังจากนั้นเขาก็ไปผ่าเพราะเขา

ไม่เชื่อ   นี่ไงละผลของกรรมอย่างไรก็ต้องได้รับ   แต่เขาไม่เสีย

ชีวิต   เขาพูดฝากคนที่พาเขามาพบอาจารย์ว่า  " คุณหมอ

วินิจฉัยโรคผิด  ทำอย่างกับเล่นลิเก  พูดเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ได้ "  

บางคนบางพวกยังพูดว่าอาจารย์สองคนผัวเมียเล่นตลกคาเฟ่

ให้ดูสนุกไหม?......   มันพูดไม่ออกนะพอเป็นแบบนี้......

         อีกรายนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลมาเดือนกว่าแล้ว   ญาติ

บอกว่าเป็นมะเร็งที่เม็ดเลือด   ที่มาพบอาจารย์ก็เพราะว่า   จู่ๆก็มี

เลือดไหลออกจมูกทั้งสองข้าง   หมอตรวจดูแล้วไม่พบสาเหตุว่า

เป็นเพราะอะไร   ญาติมารับอาจารย์ที่ชมรมปฏิบัติธรรมโลกทิพย์

(หนังสือโลกทิพย์ - โลกลี้ลับ)   ตรวจกรรม - แก้กรรมและสอน

สมาธิอยู่ที่นั่น ๓ เดือน   พอไปถึงโรงพยาบาลที่เตียงคนไข้  

อาจารย์เห็นควายตัวสีดำทมึนตัวใหญ่มาก   ยืนขาคู่หน้าเยียบอก

เขาอยู่   เป็นเหตุทำให้เลือดออกที่รูจมูกทั้ง ๒ ข้างของเขา  

ตรวจกรรมดูเห็นอดีตชาติที่แล้ว   ชายคนนี้เป็นเป็นทหารระดับหัว

หน้า   มือถือดาบนำลูกน้องหลายสิบคนออกไปรบตีหมู่บ้าน   หัว

เมืองต่างๆ   พอพักรบก็ได้ไปฆ่าควายตัวหนึ่งนำมาให้ลูกน้องทำ

เป็นอาหารกินกัน   ตกมาชาตินี้   ควายตัวนี้จึงมาเอาคืน   หลัง

จากตรวจกรรม - แก้กรรมแล้ว   ตอนหลังได้ข่าวว่าชายคนนี้เสีย

ชีวิตแล้ว   จากการดูของอาจารย์สภาพร่างกายของเขาทนฤทธิ์ยา

และการฉายแสงไม่ไหวมากกว่าหรือนี่อาจจะเป็นเพราะว่าเขาได้

หมดวาระกรรม   ได้ชดใช้กรรมให้กับควายตัวนี้แล้ว......

          อย่าลืมนะให้ระวังกรรมและเจ้ากรรมนายเวรของเราก็คือ  

ปู่ย่า   ตายาย   พ่อแม่   คู่สามีภรรยา   ลูก   หลาน   ที่จะเกิดขึ้น

ในอนาคตเพราะอยู่ใกล้ตัวของเรามากที่สุด   ปู่ย่า   ตายาย   พ่อ

แม่   คู่สามีภรรยา   ลูก   หลาน   ในอดีตก็เป็นเจ้ากรรมนายเวร

ของเราในปัจจุบัน   ปู่ย่า   ตายาย   พ่อแม่   คู่สามีภรรยา   ลูก  

หลาน   ในปัจจุบันก็จะเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราในอนาคต  

ฉะนั้นควรจะมีและทำอะไรที่ดีๆ   ที่มีความสุขความสบายต่อกัน  

เพื่อผลกรรมในอนาคตจะได้มีผลดีตามมาด้วย   โดยเฉพาะคู่สามี

ภรรยากัน   คุณคือเจ้ากรรมนายเวรเป็นอันดับที่ ๑ ซึ่งกันและกัน

ไปตลอดไม่ว่าจะเป็นภพชาติไหนต่อไปในอนาคตค่ะ ......... 

 

//  ฉันเชื่อโดยสนิทใจเลยยยคะ  ......